หมวดหมู่: BLOG

ชมความงามของใบไม้เปลี่ยนสีไปพร้อมกับทิวทัศน์ปราสาทญี่ปุ่นอันงดงาม 5 แห่ง

ชมความงามของใบไม้เปลี่ยนสีไปพร้อมกับทิวทัศน์ปราสาทญี่ปุ่นอันงดงาม 5 แห่ง

ประเทศญี่ปุ่นมีปราสาทอยู่มากมาย ปราสาทญี่ปุ่นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามของสถาปัตยกรรมโบราณอันเป็นเอกลักษณ์ และมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่น่าสนใจหลายแห่ง ทิวทัศน์ของปราสาทที่ขึ้นชื่อว่างดงามอยู่แล้วก็จะแตกต่างกันไปตามฤดูกาล ถ้าหากเป็นฤดูใบไม้ร่วงที่ถูกย้อมไปด้วยสีแดงเหลืองสีสันของใบไม้เปลี่ยนสีแล้วล่ะก็ตัวปราสาทเหล่านี้จะเป็นอย่างไรกันนะ กลิ่นอายของประวัติศาสตร์อันน่าค้นหากับความโรแมนติกของใบไม้เปลี่ยนสีมาเจอกันต้องยอดเยี่ยมแน่นอน วันนี้เราเลยจะมาแนะนำปราสาทญี่ปุ่นอันงดงาม 5 แห่งในบรรยากาศของฤดูใบไม้ร่วงกันค่ะ

1. ปราสาทฮิโรซากิ (จ.อาโอโมริ)

 

ปราสาทที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางใบ้ไม้เปลี่ยนสีช่างดูงดงาม

ทิวทัศน์ของใบไม้เปลี่ยนสีที่โอบล้อมตัวปราสาทราวกับเปลวเพลิงพูดได้คำเดียวว่างดงาม! ปราสาทฮิโรซากิ เริ่มสร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ.1603 ในฐานะปราสาทของไดเมียวสมัยแรก และสร้างเสร็จในปีค.ศ.1611 สถานที่ที่มีชื่อเสียงของฤดูใบไม้ร่วงที่ผู้คนมาเยือนเป็นจำนวนมากทุกปี ทิวทัศน์ของปราสาทในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจากทางทิศใต้กับทิศตะวันออก ช่างเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชมใบไม้เปลี่ยนสี
ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม – กลางเดือนพฤศจิกายน
รายละเอียดเพิ่มเติม : Hirosaki Castle

2. ปราสาทฮามามัทสึ (จ.ชิสุโอกะ)

 

การมองดูประวัติศาสตร์ของโทกุงาวะ ภายใต้บรรยากาศของใบไม้เปลี่ยนสีนั้นงดงามมาก

ตัวปราสาทที่โอบล้อมไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสี ทิวทัศน์จากตัวปราสาทช่างงดงามเป็นพิเศษ! ปราสาทฮามามัทสึ สร้างขึ้นโดยโทกุงาวะ อิเอยาสุ ในปีค.ศ.1570 ช่วงเวลายาวนานกว่า 260 ปีที่ผ่านมา ที่นี่มีหลายคนเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ มากมาย ปราสาทแห่งนี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “Shusse Castle” หรือ “ปราสาทแห่งความสำเร็จ” นั่นเอง คนจำนวนมากมักมาเยือนปราสาทแห่งนี้เพราะชื่นชอบดอกไม้ตามฤดูกาล โดยเฉพาะสีสันของใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วงนั้นน่าประทับใจเป็นพิเศษ

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชมใบไม้เปลี่ยนสี
ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน – ต้นเดือนธันวาคม
รายละเอียดเพิ่มเติม : Hamamatsu Castle

3. อุทยานประวัติศาสตร์อุเอดะ (จ.นากาโนะ)

 

หลงใหลสีสันของใบไม้อันงดงามในปราสาทที่ป้อมปราการแข็งแกร่ง

ทิวทัศน์อันงดงามของใบไม้สีแดงและสีเหลืองที่โอบล้อมรอบประตูปราสาทอุเอดะ อุทยานประวัติศาสตร์อุเอดะ เป็นที่ตั้งของซากปราสาทอันมีชื่อเสียงเนื่องจากถูกโจมตีโดยกองทัพโทกุงาวะถึงสองครั้ง สร้างขึ้นโดย ซานาดะ มาซายูกิ ในศตวรรษที่ 16 จนถึงตอนนี้มีหลายคนที่ชื่นชอบและหลงใหลสถานที่แห่งนี้อันเนื่องมาจากประวัติศาสตร์สงครามอันยิ่งใหญ่ รวมไปถึงความสวยงามของซากุระในฤดูใบไม้ผลิและใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชมใบไม้เปลี่ยนสี
ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน – กลางเดือนพฤศจิกายน
รายละเอียดเพิ่มเติม : The Ruins of Ueda Castle Park

4. ปราสาทกุโจ ฮาจิมัง (จ.กิฟุ)

 

 

ใบไม้เปลี่ยนสีราวกับปราสาทอยู่ในเปลวเพลิงที่ลุกไหม้

ปราสาทบนเขาที่รายล้อมไปด้วยใบไม้สีแดงเข้ม ทิวทัศน์จากตัวปราสาทเองก็งดงามไม่แพ้กัน ปราสาทกุโจ ฮาจิมัง แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ.1559 โดยเอนโด โมริคาสุ สถานที่อันมีชื่อเสียงว่าเป็นปราสาทที่ล่องลอยอยู่เหนือม่านหมอกบนท้องฟ้าในยามเช้า ใบไม้เปลี่ยนสีที่มองดูราวกับเปลวไฟล้อมรอบตัวปราสาทสีขาวบริสุทธิ์เองก็ดูงดงามไม่แพ้กัน เป็นความงดงามที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชมใบไม้เปลี่ยนสี
กลางเดือนพฤศจิกายน
รายละเอียดเพิ่มเติม : Gujo Hachiman Castle

5. ปราสาทฮิเมจิ (จ.เฮียวโกะ)

 

ปราสาทซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะมรดกโลกช่างดูงดงามเป็นประกายไปกับใบไม้หลากสีบนกำแพงสีขาว

ปราสาทที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ปราสาทฮิเมจิ อันมีชื่อเสียงแห่งนี้มีชื่อเล่นว่า “ปราสาทนกกระสาขาว” เพราะสีของปราสาทที่เป็นสีขาวนวลคล้ายกับนกกระสา สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1333 โดยอาคามัทสึ โนริมุระ ตามคำสั่งของเจ้าชายโมริโยชิในปี 1993 ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก และในปี 2015 ปราสาทแห่งนี้ได้ผ่านการบูรณะครั้งใหญ่ให้กลับมาเปล่งประกายอีกครั้ง เพียงแค่ได้เห็นสถานที่อันเลอค่าแห่งนี้มันก็ช่างคุ้มค่าอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ร่วงทิวทัศน์รอบปราสาทก็จะถูกย้อมไปด้วยสีแดงและสีเหลืองยิ่งดูเลอค่ามากขึ้นไปอีก ปราสาทฮิเมจิที่ล้อมรอบด้วยใบไม้เปลี่ยนสีช่างดูสูงส่งและสง่างาม

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชมใบไม้เปลี่ยนสี
กลางเดือนพฤศจิกายน – ปลายเดือนพฤศจิกายน
รายละเอียดเพิ่มเติม : Himeji Castle

เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับปราสาททั้ง 5 แห่งในทิวทัศน์ของฤดูใบไม้ร่วงที่เราแนะนำไป งดงามมาก ๆ เลยใช่ไหมคะ ใครที่อยากลองไปสัมผัสกับบรรยากาศใบไม้ร่วงชมใบไม้เปลี่ยนสีสบาย ๆ พร้อมทั้งได้ชื่นชมความงามของปราสาทญี่ปุ่นที่มีกลิ่นอายของประวัติศาสตร์อันน่าค้นหาแล้วล่ะก็ ใบไม้ร่วงนี้ต้องไปเยือนกันให้ได้นะคะ สำหรับคนที่หลงใหลในปราสาทญี่ปุ่นหรือใครที่อยากเพลิดเพลินกับทัศนียภาพที่สวยงามเฉพาะในฤดูใบไม้ร่วงที่ญี่ปุ่น ห้ามพลาดเชียวล่ะค่ะ

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก jalan            สล็อตเว็บตรง

“หมู่เกาะเซ็นคาคุ” จะยื้อแย่งกันไปทำไม เพื่ออธิปไตยของญี่ปุ่น หรือเพื่อผลประโยชน์ของชาติใด?

“หมู่เกาะเซ็นคาคุ” จะยื้อแย่งกันไปทำไม เพื่ออธิปไตยของญี่ปุ่น หรือเพื่อผลประโยชน์ของชาติใด?

ในการเจรจาระหว่าง นายสุงะ โยชิฮิเดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นายหวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมานั้น นายสุงะได้กล่าวว่า “หมู่เกาะเซ็นคาคุ (尖閣諸島 แปลตรงตัวว่า “หมู่เกาะพลับพลาแหลม”) ในจังหวัดโอกินาวา (จีนเรียกว่า เกาะเตียวหยู (釣魚島 แปลตรงตัวว่า “เกาะตกปลา”) ) เป็นดินแดนของญี่ปุ่นอย่างแน่นอน และญี่ปุ่นก็กังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ในฮ่องกง”

ถ้อยคำของนายสุงะ ณ ตอนนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ “เหลือทน” สำหรับนายหวังอี้ ซึ่งยืนยันว่าหมู่เกาะเตียวหยูเป็นดินแดนของจีน และย้ำว่า (รัฐบาล) ต่างชาติไม่ควรมาแทรกแซงเรื่องของฮ่องกง

ที่ผ่านมาคนใกล้ชิดของนายสุงะแนะนำว่า เพื่อรักษาความสัมพันธ์กับจีนซึ่งมีความเกี่ยวโยงอย่างยิ่งกับ “เศรษฐกิจ” นายสุงะจะแสดงความคิดเห็นอย่างไรก็ต้องอีกฝ่ายหนึ่งเห็นด้วย นโยบายต่างประเทศที่ผ่านมาของนายสุงะที่มีต่อจีนจึงถูกกล่าวหาว่าเป็นนโยบายที่ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก”

เมื่อครั้งอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ยังดำรงตำแหน่งอยู่ มีแผนการจะเชิญนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน มาเยือนญี่ปุ่น แต่กำหนดการถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาที่ญี่ปุ่น นายสุงะได้กล่าวกับสื่อหลังการประชุมทางโทรศัพท์ระหว่างผู้นำญี่ปุ่นและจีนเมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมาว่า “ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้” นี่เป็นเพราะความรุนแรงของข้อพิพาทเรื่องหมู่เกาะเซ็นคาคุระหว่างจีนและญี่ปุ่น ซึ่งนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์จีนในญี่ปุ่น

อย่างไรก็ดี ญี่ปุ่นเริ่มมีท่าทีที่แข็งกร้าวต่อจีนมากขึ้นตามการเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ นายโมเตงิ โทชิมิตสึ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่น ได้เข้าร่วมการประชุมกับรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลียและอินเดีย ที่โตเกียวเมื่อวันที่ 6 ตุลาคมปีที่ผ่านมา ว่าด้วยการเสริมกำลังทางทะเลของกองทัพจีน พวกเขาได้บรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับนโยบายการเสริมสร้างความร่วมมือต่อกัน

นายโมเตงิ โทชิมิตสึ

ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของฝ่ายญี่ปุ่นและจีนที่กรุงโตเกียวเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน นายหวังอี้ชี้ให้เห็นว่า แนวคิด “เปิดเสรีอินโด-แปซิฟิก” ที่ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อินเดียและออสเตรเลียส่งเสริมนั้น เปรียบได้กับแนวคิดกับนาโตที่มองว่าจีนและรัสเซียเป็นภัยคุกคามทางทหาร ทั้งยังได้วิพากษ์วิจารณ์แนวคิดนี้ว่าเป็น “นาโตเวอร์ชั่นอินโด- แปซิฟิก” ซึ่งเป็นอันตรายต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

นายหวังอี้

แต่ในอีกด้าน รัฐบาลญี่ปุ่นยังแสดงความยืดหยุ่นในการรับมือกับจีน ซึ่งเหตุผลเบื้องหลังคือการที่จีนเป็น “คู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น” และไม่มีทางอื่นนอกจาก “หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและอาศัยการเจรจาหารือ” นายสุงะยืนยันกับนายสี จิ้นผิง ในการประชุมสุดยอดญี่ปุ่น-จีนเมื่อวันที่ 25 กันยายนแล้วว่าจะมีการขยายผลในความร่วมมือระดับสูง ในการประชุมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของญี่ปุ่นและจีนเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน นายโมเตงิ และนายหวังอี้ ได้บรรลุข้อตกลงความร่วมมือเกี่ยวกับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

แล้วเกิดอะไรขึ้นญี่ปุ่นถึงท่าที่เปลี่ยนไป? หรือกลัวว่าการประนีประนอมกับจีน “มากไป” จะทำให้ “พี่ใหญ่” สหรัฐฯ ขุ่นเคือง?

หมู่เกาะเซ็นคาคุ ที่ว่าเป็นดินแดนของญี่ปุ่นนั้น แท้จริงเป็นเรื่องของอธิปไตยของชาติญี่ปุ่นล้วนๆ หรือมีใคร “มีเอี่ยว” ด้วย

ลองมาทำความเข้าใจเรื่องราวในภาครวมของปัญหาข้อพิพาทหมู่เกาะเซ็นคาคุกันก่อนนะครับ

หมู่เกาะเซ็นคาคุประกอบด้วยเกาะ 5 เกาะ และแนวหินสามแห่ง ตั้งอยู่ในทะเลจีนตะวันออก ชื่อ “หมู่เกาะเซ็นคาคุ” นั้น ถูกตั้งชื่อเมื่อปี พ.ศ. 2443 โดยนายคุโรอิวะ ฮิซาชิ ซึ่งทำงานที่โรงเรียนฝึกหัดครูโอกินาวะ โดยขึ้นต่ออำเภออิชิงากิ จังหวัดโอกินาวา เกาะที่ใหญ่ที่สุดคือเกาะ “อุโอะทสึริจิมะ” (魚釣島 แปลตรงตัวว่า “เกาะตกปลา” ชื่อนี้คุ้นๆ ไหมครับว่าความหมายเหมือนชื่อที่คนจีนเรียก) ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 มีคนอาศัยอยู่ที่นั่นถึง 250 คนซึ่งทำอาชีพเก็บขนนกอาโฮโดริ (เป็นนกทะเลพันธุ์หนึ่ง ฝรั่งเรียกว่า Short-tailed albatross) ขาย แต่หลังจากปี พ.ศ. 2483 เป็นต้นมา เกาะทั้งหลายก็ไม่มีคนอยู่อาศัย

เกาะอุโอะทสึริจิมะ (魚釣島)

หากสาวไปถึงประวัติศาสตร์ในยุคอาณาจักรโบราณ คือยุคก่อนรัฐชาติสมัยใหม่ (อารมณ์เดียวกับอาณาจักรอยุธยาเป็นอาณาจักรโบราณที่เกิดก่อนยุคของแนวคิดเรื่องรัฐชาติสมัยใหม่ คือเกิดก่อนประเทศสยาม เกิดก่อนประเทศไทย) แล้ว หมู่เกาะเซ็นคาคุเคยเป็นสถานที่สำคัญในการค้าขายระหว่างอาณาจักรริวกิว (ซึ่งไม่มีอีกแล้ว ถูกผนวกเป็นจังหวัดโอกินาวะ เป็นส่วนหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น) กับจักรวรรดิหมิงและชิงของจีน (ซึ่งมีมาก่อนประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน) ดูเหมือนว่า “เกาะตกปลา” ในสมัยนั้น ฝ่ายอาณาจักรริวกิวเรียกว่า “ยูคอน (หรือโยคอน)” และ ส่วนฝ่ายจีนเรียกว่า “เตียวหยูไถ” (釣魚台) หรือ “เตียวหยูอวี้” (釣魚嶼) ซึ่ง “เตียวหยู” ก็แปลว่า “ตกปลา” นั่นแล

ต้นเหตุของปัญหาทั้งปวงก็คือ ก่อนจะมาถึงยุคเมจิ ที่คนญี่ปุ่นได้มารู้จักและ “ตั้งชื่อ” ให้หมู่เกาะดังกล่าวนั้น ในโลกตะวันออกยังไม่มีแนวคิดเรื่อง “อธิปไตยเหนือพรมแดน” ตาม “กฎหมายระหว่างประเทศ” (ทำนองเดียวกับสยามในยุคที่มี “ประเทศราช” แต่ยังไม่มีแนวคิดเรื่อง “อธิปไตยพรมแดน” จนกระทั่งแนวคิดเรื่องนี้จากตะวันตกเข้ามาและกลายเป็นเครื่องผลักดันให้ไทยเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ที่มีอาณาบริเวณแน่นอน จนนำไปสู่การผนวกเอาดินแดนที่เคยเป็น “ประเทศราช” มาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทย) แต่พอมาเข้าสู่ยุคปฏิรูปเมจิ ก่อนที่ญี่ปุ่นจะผนวกเอาหมู่เกาะดังกล่าวเข้ามาใน “ดินแดน” ของตน รัฐบาลญี่ปุ่นได้ทำการสำรวจแล้วเป็นที่ยืนยันว่าเป็น “ดินแดนที่ไม่มีเจ้าของ” ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้นรัฐบาลญี่ปุ่นจึงอ้างว่าดินแดนของหมู่เกาะเซ็นคาคุถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายระหว่างประเทศ

แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น เมื่อญี่ปุ่นยุคเมจิรบชนะจีน (“จีน” ที่ไม่ใช่ “สาธารณรัฐประชาชนจีน” แต่หมายถึงจักรวรรดิต้าชิง 大清国) ใน “สงครามนิชชิน” (日清戦争) ซึ่งผลของมันนำไปสู่ “สนธิสัญญาชิโมโนเซกิ” (下関条約) ซึ่งลงนามในปี พ.ศ. 2438 ภายใต้สนธิสัญญานี้ จักรวรรดิต้าชิงจะต้องโอนเกาะไต้หวัน (ซึ่งเป็นเพียงเกาะ ไม่ได้เป็นประเทศ) หมู่เกาะเผิงฮู่ (澎湖諸島) และดินแดนอื่นๆ ให้มาเป็นของญี่ปุ่น แต่ต่อมา ไต้หวัน (ซึ่งกลายเป็นประเทศไม่เต็มตัวเพราะจีนแผ่นดินใหญ่ไม่อยาก และไม่ยอมให้เป็น) กับจีน (“จีน” ที่เป็น “สาธารณรัฐประชาชนจีน” ซึ่งเกิดทีหลังการสิ้นสุดราชวงศ์ชิง) มาอ้างว่า สนธิสัญญาดังกล่าว “ไม่เสมอภาค” และหมู่เกาะเซ็นคาคุ ถูกยึดเอาไป “อย่างไม่เป็นธรรม” พร้อมๆ กับไต้หวัน

หลังจากนั้น ยังมีเรื่องของ “สนธิสัญญาสันติภาพซานฟรานซิสโก” ซึ่งลงนามในปี พ.ศ. 2494 หลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง ภายใต้สนธิสัญญานี้ ญี่ปุ่นจะต้องยอมสละสิทธิ์เหนืออาณานิคมทั้งหลาย เช่นเกาหลี เกาะไต้หวัน และหมู่เกาะทางตะวันตกเฉียงใต้ทั้งหลายรวมถึงหมู่เกาะเซ็นคาคุ จะต้องอยู่ภายใต้การบริหารของสหรัฐอเมริกา โดยถือว่าอำนาจอธิปไตย (เหนือหมู่เกาะดังกล่าว) เป็นของญี่ปุ่น ซึ่งอำนาจการบริหารดังกล่าวสหรัฐอเมริกาได้ส่งมอบคืนให้แก่ญี่ปุ่นภายใต้ “ข้อตกลงการส่งคืนโอกินาวา” (沖縄返還協定) ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2515

แต่ไต้หวันก็ยังยืนกรานว่าควรส่งคืน (หมู่เกาะเซ็นคาคุ) แก่ไต้หวัน เพราะหมู่เกาะดังกล่าวอยู่ในสิทธิ์ที่ไต้หวันเคยสละเมื่อกาลก่อนนั้น

ญี่ปุ่นมีข้อโต้แย้งอย่างไร?

นายสุงะ โยชิฮิเดะ

ข้อแรก การเจรจาเกี่ยวกับสนธิสัญญาชิโมโนเซกิเริ่มมีขึ้นในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2438 ในขณะที่การประกาศอำนาจอธิปไตยเหนือหมู่เกาะเซ็นคาคุมีขึ้นในเดือนมกราคม พ.ศ. 2438 และคำว่า “ไต้หวัน” ในสัญญาดังกล่าว ไม่ได้รวมถึงหมู่เกาะเซ็นคาคุตั้งแต่แรก

 

ในระหว่างการเจรจา ฝ่ายจักรวรรดิต้าชิงไม่ได้ประท้วงเรื่องการที่ญี่ปุ่นถือเอาหมู่เกาะเซ็นคาคุเป็นดินแดนของตน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ฝ่ายต้าชิงไม่ได้ถือว่าการที่ญี่ปุ่นถือเอาหมู่เกาะเซ็นคาคุเป็นดินแดนของตนนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรม

ข้อสอง เกี่ยวกับ “สนธิสัญญาสันติภาพซานฟรานซิสโก” ไม่มีชาติพันธมิตรรายใหญ่ประท้วงว่าสนธิสัญญาดังกล่าวทำให้หมู่เกาะดังกล่าวอยู่ภายใต้การบริหารของสหรัฐฯ เนื่องจากมี “หลักฐานตามธรรมชาติ” ว่าหมู่เกาะดังกล่าวอยู่ภายใต้อธิปไตยของญี่ปุ่น

นอกจากนี้รัฐบาลญี่ปุ่นยังกล่าวว่าเป็นการยากที่จีนจะอ้างว่า การที่หมู่เกาะดังกล่าวมีอยู่ในแผนที่ของราชวงศ์หมิง เป็นเครื่องหนุนว่า จีนมีอำนาจอธิปไตยเหนือหมู่เกาะดังกล่าวในทางกฎหมายระหว่างประเทศ

ทำไมไต้หวันกับจีนถึงอยากได้หมู่เกาะนี้นัก?

ในปี พ.ศ. 2511 คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจสำหรับเอเซียและตะวันออกไกล (ECAFE) ได้ทำการสำรวจพื้นทะเลรอบหมู่เกาะเซ็นคาคุ “รายงานโครงสร้างทางธรณีวิทยาของทะเลจีนตะวันออกและทะเลเหลือง” ได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ของการมีอยู่ของน้ำมันในพื้นที่นี้ “ก้นทะเลตื้นระหว่างไต้หวันและญี่ปุ่นนั้น คาดว่าจะเป็นพื้นที่ผลิตน้ำมันระดับโลก” (ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงน้ำมันดิบเท่านั้น แต่มีการค้นพบแร่โลหะหายากในน่านน้ำโดยรอบและมีข้อบ่งชี้ว่าอาจมีโลหะหายากอยู่รอบๆ หมู่เกาะ)

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว เกาะทั้งสามของหมู่เกาะเซนคาคุ ได้แก่เกาะอุโอะทสึริ เกาะคิตะโกะ (北小島) เกาะมินามิโกะ (南小島) ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลธรรมดาซึ่งอาศัยอยู่ในจังหวัดไซตามะ ตั้งแต่ช่วงราวปี พ.ศ. 2513 อย่างไรก็ตามในวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ซื้อทั้งสามเกาะนี้มากในราคาสองพันห้าสิบล้านเยน ดังนั้นหมู่เกาะเซนกากุถือเป็นสมบัติของชาติ ชนวนของการซื้อมาเป็นสมบัติของชาติคือ ใน ปี พ.ศ. 2553 มีเรือประมงจีนที่บุกเข้ามาในน่านน้ำชนกับเรือลาดตระเวนของหน่วยความมั่นคงทางทะเล นายอิชิฮาระ ชินทาโร ผู้ว่าการกรุงโตเกียวจึงได้ประกาศแผนการที่จะซื้อเกาะนี้ในปี พ.ศ. 2555

แต่ต่อมาจีนก็เพิ่มแรงกดดันด้วยการบุกคุกทั้งทางทะเลและทางอากาศมากขึ้นๆ เรือที่บุกรุกบางทียังติดอาวุธและปัญหาข้อพิพาทของหมู่เกาะเซ็นคาคุก็ยิ่งทวีความตึงเครียดมากขึ้น จนถึงทุกวันนี้

อ่านมาถึงตรงนี้ คิดว่าญี่ปุ่นยึดมั่นยืนกรานว่าหมู่เกาะเซ็นคาคุเป็นของตนเพราะอะไร? ไต้หวันกับจีนจะอยากได้มันไปเพื่ออะไร? เรื่องนี้มีอเมริกาอยู่ข้างหลังหรือไม่ อย่างไร? ศักดิ์ศรี? หน้าตาของประเทศมหาอำนาจ? อธิปไตยของชาติ? ผลประโยชน์ทางการค้า? น้ำมัน? เรื่องราวของความสัมพันธ์และความขัดแย้งระหว่างประเทศนั้น มันก็วนเวียนอยู่แค่คีย์เวิร์ดไม่กี่คำดังที่ผู้เขียนยกมานี้ มันเป็นเช่นนั้นแล ฉะนั้นตราบใดที่ความอยากได้ยังไม่หยุด ก็ยังคงทะเลาะกันไปเรื่อยๆ เช่นนี้แล  สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

พาไปชม “มาริโมะ” สาหร่ายทรงกลมที่ทะเลสาบอะคัง ในจังหวัดฮอกไกโด

พาไปชม “มาริโมะ” สาหร่ายทรงกลมที่ทะเลสาบอะคัง ในจังหวัดฮอกไกโด

เพื่อน ๆ รู้จักเจ้าลูกกลม ๆ สีเขียวในรูปด้านบนหรือเปล่าคะ ใบ้ให้ว่าน้องเป็นสิ่งมีชีวิตใต้น้ำค่ะ และไม่ใช่สิ่งมีชีวิตสีเขียวธรรมดานะคะ ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นธรรมชาติล้ำค่าพิเศษของญี่ปุ่นอีกด้วย เริ่มอยากจะรู้แล้วใช่ไหมคะว่าน้องคืออะไร เฉลยก็คือ เจ้าตัวกลมสีเขียวปุกปุยนี่เรียกว่า “มาริโมะ” (マリモ) เป็นสาหร่ายชนิดหนึ่งใช้ชีวิตอยู่ใต้น้ำ และสถานที่ที่โด่งดังเรื่องมาริโมะก็คือทะเลสาบอะคัง (阿寒湖) ในจังหวัดฮอกไกโด วันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปรู้จักกับมาริโมะผ่านการท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ทะเลสาบอะคังกันค่ะสาหร่ายทรงกลม

มาริโมะคืออะไร

มาริโมะคืออะไร

 

“มาริโมะ” เป็นสาหร่ายชนิดหนึ่งใช้ชีวิตอยู่ใต้น้ำ สังเคราะห์แสงได้เหมือนพืชบนพื้นดินนี่แหละค่ะ ความจริงแล้วมาริโมะมีรูปร่างเหมือนเส้นด้าย เกาะอยู่ตามก้อนหินและเปลือกหอยใต้น้ำ พอมาริโมะเส้น ๆ หลุดออกจากก้อนอิฐก้อนหินก็จะรวมตัวกันเป็นก้อนแล้วจมลงใต้น้ำ หรือไม่ก็ลอยไปลอยมาจนเกิดเป็นรูปร่างที่หลากหลาย เจ้าก้อนกลม ๆ ที่เห็นกันอยู่นี่เกิดจากมาริโมะหลายตัวมารวมตัวกันค่ะ เมื่อปี 1952 มาริโมะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นธรรมชาติล้ำค่าพิเศษของญี่ปุ่น และได้รับการปกป้องดูแลจากคนท้องถิ่นนับแต่นั้นมา

มาริโมะคืออะไร

 

ทะเลสาบอะคังมีสภาพแวดล้อมที่ดีต่อการเจริญเติบโตและใช้ชีวิตของมาริโมะ จึงสามารถพบเจอมาริโมะขนาดใหญ่ได้เป็นจำนวนมากที่ทะเลสาบแห่งนี้ ว่ากันว่าโดยทั่วไปกว่ามาริโมะจะเจริญเติบโตได้ถึงขนาดลูกเบสบอลต้องใช้เวลา 100 กว่าปีเลยทีเดียว แต่ที่ทะเลสาบอะคังแห่งนี้ ในหนึ่งปีมาริโมะสามารถเจริญเติบโตได้ถึง 3-4 เซนติเมตร เท่ากับว่าเพียง 10 ปี มาริโมะที่นี่จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเกิน 30 เซนติเมตรเลยล่ะค่ะ เรายังพบมาริโมะทรงกลมที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเกิน 30 เซนติเมตรจริง ๆ ที่ทะเลสาบแห่งนี้ด้วย

มาริโมะใต้ทะเลสาบ ที่ดูได้แค่ปีละครั้ง

 

ความจริงแล้ว พื้นที่เขตมาริโมะใต้ทะเลสาบอะคังเป็นเขตอนุรักษ์พิเศษของกระทรวงสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น จึงมีการจำกัดการเข้าถึง โดยในแต่ละจะมีแค่วันที่ 8 เดือนตุลาคม ซึ่งเป็นเทศกาลมาริโมะเท่านั้นที่เราสามารถเข้าไปส่องดูมาริโมะใต้ทะเลสาบได้ แต่เพื่อน ๆ ไม่ต้องเศร้าไปนะคะ เพราะถึงแม้เราจะไม่ได้ไปวันนั้น เราก็สามารถดูมาริโมะได้ที่สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงกับทะเลสาบอะคัง 2 ที่ด้วยกัน ได้แก่ Marimo Exhibition and Observation Center และ Akankohan Eco Museum Center

รู้จักชนเผ่าไอนุ ชนเผ่าดั้งเดิมของฮอกไกโด

 

 

ทะเลสาบอะคังไม่ได้มีแค่จุดชมมาริโมะอย่างเดียวนะคะ แต่ยังมี “ไอนุโกะตัน” (アイヌコタン) หรือหมู่บ้านเก่าของชาวไอนุ ซึ่งเป็นชนเผ่าดั้งเดิมที่เคยตั้งรกรากอยู่ในฮอกไกโดด้วย ในหมู่บ้านนี้เราสามารถชมสิ่งก่อสร้างแบบดั้งเดิม และข้าวของเครื่องใช้ รวมทั้งร้านรวงของชาวไอนุได้ นอกจากนี้ เรายังสามารถลองสลักไม้ ปักผ้า และเล่นเครื่องดนตรีตามแบบฉบับชาวไอนุได้ด้วย ราคาก็ไม่แพงคอร์สละ 1,000 – 1,500 เยนเท่านั้น ใครอยากลองทำกิจกรรมอย่าลืมติดต่อไปจองก่อนนะคะ

ทะเลสาบอะคังนี่น่าสนใจไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ ไว้ไปญี่ปุ่นครั้งหน้าอย่าลืมไปชมเจ้ามาริโมะตัวกลม และสัมผัสประสบการณ์วิถีชีวิตชาวไอนุนะคะ  สล็อตเว็บตรง

ชวนมาลอง City-Hopping กับ 10 สถานที่ในเมืองโคจิ ที่สาว ๆ ก็ไปเที่ยวคนเดียวได้

ชวนมาลอง City-Hopping กับ 10 สถานที่ในเมืองโคจิ ที่สาว ๆ ก็ไปเที่ยวคนเดียวได้

การพักกายและใจให้ผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้า ไม่ว่าจะจากเรื่องเรียน งาน หรือเรื่องส่วนตัว ของแต่ละคนคงจะมีวิธีแตกต่างกันไป แต่บางครั้งผู้เขียนพบว่าการได้ใช้เวลากับตัวเองโดยการเปลี่ยนบรรยากาศ พาตัวเองออกไปเที่ยวคนเดียวหรือเจออะไรใหม่ ๆ ในวันหยุดธรรมดา ๆ สักหนึ่งวัน ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้ผ่อนคลายเป็นอย่างมาก

ครั้งนี้เลยขอนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวที่เรียบง่ายแต่มีเสน่ห์ในเมืองที่หลายคนอาจจะคุ้นหูกันมาบ้าง อย่าง เมืองโคจิ ในจังหวัดโคจิ ซึ่งมีด้วยกัน 10 แห่ง เป็นสถานที่ที่ได้รับการแนะนำจากบล็อกเกอร์ชาวญี่ปุ่นในเว็บไซต์ท่องเที่ยว ชื่อแอคเคาท์ว่าคุณ “aya12” โดยจะเป็นสถานที่ที่คนญี่ปุ่นเองก็ชอบไปกันและยังเหมาะสำหรับสาว ๆ หรือใครก็ตามที่อยากหาสถานที่ผ่อนคลายใหม่ ๆ และได้ใช้เวลากับตัวเองอย่างคุ้มค่า เก็บไว้ในลิสต์เที่ยวในประเทศญี่ปุ่น มาเปลี่ยนจาก Café Hopping อย่างเดียวมาเป็น City-Hopping ในเมืองโคจิกัน

ทำไมต้องจังหวัดโคจิ

ด้วยความที่จังหวัดโคจิ ตั้งอยู่ทางใต้ของภูมิภาคชิโกะคุ ทำให้มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติเป็นอย่างมาก ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ ภูเขา แม่น้ำ และทะเล ดังนั้นร้านกาแฟ โรงแรม หรือสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในจังหวัดโคจิจึงมีจุดเด่นที่เมืองใหญ่ ๆ ในญี่ปุ่นอาจจะหาได้ยาก นั่นก็คือบรรยากาศที่ใกล้ชิดธรรมชาติ แถมยังปลอดภัย ไปคนเดียวได้อย่างสบาย ๆ มาลองดูกันเลยว่ามีที่ไหนกันบ้าง

1. テルツォ テンポ / คาเฟ่ Terzo Tempo

 

 

ร้านกาแฟที่เรียบง่าย แต่มีเสน่ห์เป็นอย่างมาก ด้วยตัวร้านที่เหมือนบ้านสมัยก่อน บวกกับการตกแต่งภายในด้วยสไตล์วินเทจ แต่ทว่าข้าวของเครื่องใช้กลับเป็นแนวร่วมสมัย เน้นเรียบง่าย ดูไม่น่าเบื่อ ทั้งยังมีหนังสือและนิตยสารหลากหลายประเภทเรียงราย รูปวาดแปะตามผนังเหมือนเป็นแกลเลอรี่เล็ก ๆ

เมนูแนะนำของร้านนี้ก็คือ น้ำแข็งไส ซึ่งจะเปลี่ยนไปตามวัตถุดิบประจำฤดูกาลต่าง ๆ ผ่านการประณีตและเต็มเปี่ยมด้วยรสชาติของวัตถุดิบที่ดีและแปลกใหม่ ไม่เหมือนที่ไหนแน่นอน นอกจากนี้ยังมีคุกกี้ที่ทางร้านตั้งใจทำลงรายละเอียดทั้งเรื่องรสชาติและรูปลักษณ์ เหมาะมาก ๆ ที่จะนำไปเป็นของฝากหรือของขวัญให้ใครสักคน

2. 古民家レストラン 土佐水木 / ร้านอาหารในบ้านเก่าแก่ Tosa Mizuki

 

 

เป็นร้านอาหารและคาเฟ่ที่รีโนเวทมาจากบ้านเรือนในสมัยก่อน ซึ่งมีอายุราว 150 ปีเลยทีเดียว ทุกอย่างตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นแท้ บรรยากาศสงบ ร่มรื่นและยังมีสวนด้านหลังเล็ก ๆ ให้เดินผ่อนคลายอีกด้วย ทำให้บรรยากาศภายในและรอบ ๆ ร้านเหมือนได้ย้อนเวลาไปในอดีตของเมืองโคจิเลย

ทางด้านอาหารก็จะมีเมนูหลากหลาย เช่น อุด้งและโซบะที่จะมาคู่กับเทมปุระ ส่วนของหวานนอกจากเค้กแล้วที่พลาดไม่ได้ก็คือ พาร์เฟต์โอะจิโซวซัง เมนูของหวานชื่นใจ ที่มีทั้งผลไม้ประจำฤดูและไอศกรีมตกแต่งด้วยมาการอง รูปพระโอะจิโซวซัง ที่เชื่อว่าเป็นพระโพธิสัตว์ ผู้ซึ่งช่วยพิทักษ์เด็ก ๆ ทำออกมาได้น่ารักมาก ๆ

3. 雨風食堂 / ร้านอาหารและหนังสือ Ame Kaze Shokudo

 

 

เป็นร้านอาหารที่เรียบง่าย ปลอดโปร่ง ด้วยกระจกที่เปิดให้เห็นถึงความสวยงามของวิวท้องนาอันกว้างใหญ่ที่อยู่ด้านนอก ซึ่งวิวท้องนานี้จะมีเสน่ห์ต่างกันไปตามฤดูการทำนา บางครั้งเป็นสีเขียวขจีของข้าวที่เพิ่งปลูก บางครั้งก็เป็นสีเหลืองทองบอกถึงเวลาเก็บเกี่ยว และภายในร้านยังมีหนังสือและนิตยสารหลากหลายประเภทที่เจ้าของร้านตั้งใจคัดสรรมาเพื่อลูกค้าที่น่ารัก ทั้งหนังสือสำหรับเด็ก หนังสือทำอาหาร หรือแม้กระทั้งหนังสือเกี่ยวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นเป็นฉบับภาษาอังกฤษก็มี

จากรีวิวสังเกตได้ว่าร้านนี้ทำอาหารค่อนข้างนาน แต่ไม่มีลูกค้าไม่พอใจกับเรื่องนี้เลย เพราะอาหารของทางร้านเรียกได้ว่าเป็นเหมือนงานศิลปะที่อร่อย มีคุณค่า และดีต่อร่างกายอย่างแน่นอน ทางร้านจะจัดอาหารเป็นเซ็ตสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิม ที่ประกอบด้วยข้าว อาหารจานหลัก จานรอง ซุป และเครื่องเคียงต่าง ๆ สะท้อนถึงความตั้งใจของทางร้านที่ใส่ใจทั้งเรื่องวัตถุดิบและวิธีทำที่ดีต่อสุขภาพของลูกค้ามาก ๆ

4. 3時のおやつと、日々のもの / ร้านอาหารว่างยามบ่าย Sanji no oyatsu to nichinichi no mono

 

 

ตามชื่อเลยค่ะ เป็นร้านอาหารว่างยามบ่าย ซึ่งจะเน้นไปทางขนมประเภทคุกกี้ คัพเค้ก และสโคน ซึ่งดูเรียบง่ายและธรรมดามาก ๆ ไม่มีลูกเล่นอะไร แต่กลับได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ได้ยินมาว่ากินทุกวันได้ไม่มีเบื่อ การตกแต่งร้านก็เรียบง่ายเช่นกัน ไม่มีเฟอร์นิเจอร์วางตกแต่งเท่าไหร่  มีเฉพาะสิ่งที่จำเป็น ขนาดต้นไม้ด้านหน้าร้านก็ยังเป็นสมุนไพรต่าง ๆ ที่สามารถนำมาตกแต่งขนมได้ ถือว่าเป็นร้านที่มีคอนเซ็ปต์เป็นของตัวเองชัดเจนและมีเสน่ห์มาก ๆ ยิ่งทำให้อยากลิ้มลองขนมของทางร้านมากขึ้นไปอีกว่าจะอร่อยขนาดไหน

5. テーブルギャラリー/ ร้านของใช้ในชีวิตประจำวัน TABLE GALLERY

 

 

หลังจากคาเฟ่และร้านอาหารแล้ว มาต่อกันด้วยร้านเสื้อผ้าและของใช้ในชีวิตประจำวันกันบ้าง ซึ่งร้านนี้จะเน้นสินค้าที่เป็นงานคราฟต์ หรืองานฝีมือที่ทำขึ้นแต่ละชิ้นขึ้นด้วยความตั้งใจและใส่ใจ เหมือนเป็นงานศิลปะ มีดีไซน์สวยและเหมาะสมกับการใช้งาน สามารถช่วยเติมสีสันให้กับชีวิตประจำวันธรรมดา ๆ ให้ไม่น่าเบื่อ โดยมีทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า จานชาม แก้ว ผ้าปูโต๊ะ และอื่น ๆ แถมบางครั้งที่ร้านยังมีการจัดงานแสดงสินค้าพิเศษเล็ก ๆ และจัดเวิร์คช็อปงานฝีมือ ที่เกิดจากการร่วมมือกับศิลปินหรือช่างสร้างสรรค์ผลงานท่านอื่น ๆ นำมาจัดภายในร้านอีกด้วย

6. お茶とギャラリー 1188 / คาเฟ่แกลเลอรี่ Ocha and gallery 1188

 

 

ยังคงอยู่กันที่ร้านของใช้ในชีวิตประจำวัน สินค้าที่โดดเด่นของร้านนี้จะเป็นจาน ชาม แจกัน และของใช้ในครัวหรือโต๊ะอาหารอื่น ๆ ซึ่งมีทั้งแบบแก้วและเซรามิก เป็นงานดีไซน์ที่สดใส แต่ก็ยังคงความเรียบง่าย สะดวกต่อการใช้งาน นอกจากนั้นยังมีสินค้าประเภทเสื้อผ้า ผ้าเช็ดหน้า และหมวกรูปทรงเก๋ไก๋และดูดีมากมายมาให้เลือกซื้อ โดยสินค้าแต่ละประเภทจะถูกจัดแยกกันไปทำให้ลูกค้าเดินชมสะดวกเหมือนอยู่ในแกลเลอรี่

แต่ยังไม่หมดเท่านั้น ที่ร้านยังมีเมนูของหวาน ขนมปัง และชาอีกด้วย ซึ่งดูเหมือนว่าเมนูจะแตกต่างกันไปแล้วแต่ทางร้านจะจัดสรร ทำให้ลูกค้าได้ลุ้นว่าแต่ละครั้งจะมีเมนูอะไรรออยู่

7. คาเฟ่หนังสือ BOOKS 30 60 90

 

 

 

คาเฟ่หนังสือที่มีคอนเซ็ปต์ของหนังสือและเพลงสไตล์อิตาลี ตั้งอยู่ชั้น 1 ในร้านเฟอร์นิเจอร์ที่ชื่อว่า attract LARGO ซึ่งเป็นร้านนำเข้าเฟอร์นิเจอร์และของใช้ภายในบ้านจากต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่มาจากประเทศโซนยุโรป ทำให้บรรยากาศโดยรวมทั้งหมดแตกต่างจากสถานที่ก่อนหน้านี้ ตัดอารมณ์กันได้พอดิบพอดี อีกทั้งคาเฟ่นี้ยังใส่ใจเปิดเพลงด้วยเครื่องเสียงแบรนด์ดังและขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพจากประเทศเดนมาร์กให้ลูกค้าได้ฟังกันอีกด้วย

ในเรื่องของเมนูอาหารก็ห้ามพลาดเช่นกัน โดยจะมีจุดเด่นเป็น เครปแป้งกาเล็ตต์ (Galettes) ที่ดั้งเดิมเป็นสูตรมาจากประเทศฝรั่งเศส หรือที่คนไทยคุ้นเคยกันในเมนูชื่อ เครปฝรั่งเศส โดยจะมีให้เลือกทั้งแบบเมนูของคาว ที่เหมือนอาหารเช้าห่อด้วยแป้ง และแบบเมนูของหวาน วางไอศกรีมลงด้านบน ดูจากรูปแล้วหน้าตาน่ากินทุกแบบเลยค่ะ

8. 金高堂 本店 / ร้านหนังสือ Kinkodo Book Store

 

 

ถึงจะเป็นร้านหนังสือในเมืองเล็ก ๆ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดเลยก็ว่าได้ ซึ่งไม่ได้มีแค่หนังสือเท่านั้น แต่ยังมีเครื่องเขียนต่าง ๆ จำหน่ายอีกด้วย และที่สำคัญร้านหนังสือแห่งนี้ยังเป็นเหมือนแหล่งให้ความรู้และเผยแพร่เสน่ห์และความเป็นจังหวัดโคจิให้ทุกคนได้รับรู้ ด้วยหนังสือมากมายเกี่ยวกับจังหวัด ทั้งยังมีมุมหนังสือของนักเขียนที่มีบ้านเกิดอยู่ที่นี่อีกด้วย

และถ้าหากซื้อหนังสือจากที่ร้านก็จะได้รับปกสุดพิเศษจากทางร้าน ซึ่งเป็นลวดลายผู้คนอ่านหนังสืออยู่ท่ามกลางต้นไม้ใบป่า วาดด้วยลายเส้นน่ารัก ๆ หมึกสีชมพู เชื่อว่าต้องมีบางคนเห็นแล้วอยากซื้อหนังสือเพราะปกจากทางร้านแน่นอน

9. セブンデイズホテル / Seven Days Hotel

 

เที่ยวเล่นรอบเมืองเสร็จแล้ว ก็มาถึงคิวโรงแรมที่พักกันบ้าง โรงแรมแห่งนี้มีบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น เรียบง่าย และสะดวกสบาย เน้นการตกแต่งสไตล์สแกนดิเนเวียและมีเอกลักษณ์เป็นรูปปั้นคนซึ่งตั้งอยู่หลายจุดในโรงแรม เรียกได้ว่าเข้าไปแล้วอาจจะลืมไปเลยว่าอยู่ญี่ปุ่น ภายในห้องขนาด Single room ก็มีขนาดที่พอดี แสงไฟสวย และมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกพร้อม นอกจากนี้หากพักที่โรงแรมแห่งนี้ก็จะได้รับอาหารเช้าเป็นขนมปังจากร้านเด็ดแถวนั้นอีกด้วย

10. セブンデイズホテルプラス / Seven Days Hotel Plus

 

 

โรมแรมที่สองนี้เป็นเหมือนโรงแรมพี่น้องกับ Seven Days Hotel ซึ่งจะมีความต่างกันตรงสไตล์และประสบการณ์ที่โรงแรมอยากจะให้ลูกค้าได้สัมผัส โดยที่นี่จะเน้นความสุนทรีย์ของเสียงเพลงและศิลปะมากกว่า ดังนั้นองค์ประกอบทั้งหมดชองโรงแรมจึงจะทำให้รู้สึกเหมือนได้ไปแกลเลอรี่ มีรูปงานศิลปะให้ได้ดูอยู่เสมอ และการตกแต่งห้องพักอาจจะยังคงความเรียบง่ายไว้เหมือนกัน แต่จะมีการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์อย่างโคมไฟหรือเก้าอี้ต่าง ๆ ที่มีดีไซน์เก๋และดูเป็นเหมือนงานศิลปะ ส่วนเรื่องอาหารก็จะจัดเป็นชุดขนมปังจากร้านเด็ดเหมือนกับโรงแรมก่อนหน้านี้เลย

หากใครมีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยือนจังหวัดโคจิก็อย่าลืมลองไปเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ เหล่านี้กันนะคะ โดยเฉพาะสาว ๆ ที่ชอบหรืออยากลองไปเที่ยวคนเดียว เพราะทุกสถานที่สวยงาม มีคุณค่า และปลอดภัย เที่ยวคนเดียวได้หายห่วง ส่วนใครที่ยังรอโอกาสอยู่เหมือนกันกับผู้เขียน ขอแนะนำเลยค่ะ ว่าให้ลองติดตามชมสถานที่เหล่านี้ ดูเพลิน ๆ ในช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ของแต่ละสถานที่ เพราะถึงแม้จะยังไม่ได้ไป แต่แค่ดูรูปในไอจีของร้านกาแฟ ร้านอาหารเหล่านี้ ก็เหมือนได้ซึมซับบรรยากาศให้หายคิดถึงญี่ปุ่นไปได้สักหน่อยแล้วค่ะ    สล็อตเว็บตรง

เที่ยวแหลมอิสุทั้งที ต้อง SAPHIR ODORIKO รถไฟขบวนหรูใหม่ล่าสุดจาก JR EAST

เที่ยวแหลมอิสุทั้งที ต้อง SAPHIR ODORIKO รถไฟขบวนหรูใหม่ล่าสุดจาก JR EAST

สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังมองหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในการเดินทางด้วยรถไฟในญี่ปุ่น JR Times by JR East ก็เป็นเว็บหนึ่งที่เหมาะกับการทำการบ้านเพื่อเตรียมทริปลุยญี่ปุ่นค่ะ โดย JR Times by JR East เป็นเว็บไซต์ที่รวมทุกบทความเกี่ยวกับรถไฟที่นักท่องเที่ยวต้องรู้ ซึ่งรวมถึงบทความรีวิวสถานที่ท่องเที่ยวเด็ดๆ ห้ามพลาดที่สามารถเดินทางไปได้โดยรถไฟ JR East อีกมากมาย!

ในบทความนี้ เราจะพาเพื่อนๆ ไปดูเสน่ห์ของการเดินทางด้วยรถไฟในญี่ปุ่นผ่านบทความโดยคุณ Carissa Loh นักเขียนชาวสิงคโปร์ผู้หลงรักญี่ปุ่นและมีประสบการณ์ท่องเที่ยวญี่ปุ่นมาแล้วทั่วประเทศ! ในบทความนี้ คุณ Carissa จะพาพวกเราไปรู้จักกับ SAPHIR ODORIKO รถไฟขบวนหรูใหม่ล่าสุดของ JR EAST ที่เปิดตัวเมื่อต้นปี 2020 ซึ่งจะมาช่วยยกระดับให้การเที่ยวแหลมอิสุสนุกและประทับใจกว่าที่เคย!

รถไฟท่องเที่ยวสุดหรูแห่งแหลมอิสุจาก JR East: SAPHIR ODORIKO

Saphir Odoriko 1

เพียงนั่งรถไฟจากโตเกียวมา 2 ชั่วโมง 30 นาที คุณจะมาถึงแหลมอิสุ (伊豆半島 Izu Peninsula) สถานที่ที่เต็มไปด้วยออนเซ็นสุดผ่อนคลาย วิวทะเลสีไพลินกว้างสุดลูกหูลูกตา แหล่งชมดอกไม้ตระการตา และอาหารทะเลที่อร่อยจนหยุดไม่ได้ โดยแหลมอิสุเป็นจุดหมายปลายทางหลักสำหรับการเที่ยวช่วงสุดสัปดาห์กับครอบครัวและเพื่อนๆ มาเป็นเวลานานแล้ว

และเพื่อให้การเที่ยวแหลมอิสุเป็นทริปที่น่าจดจำมากกว่าเดิม ลองมาขึ้น SAPHIR ODORIKO (サフィール踊り子 Safīru Odoriko) รถไฟหรูขบวนใหม่ล่าสุดของ JR East กัน รถไฟขบวนนี้เปิดตัวเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2020 ที่ผ่านมา โดย SAPHIR ODORIKO วิ่งให้บริการทุกวันระหว่างสถานี Tokyo และสถานี Izukyū-Shimoda (伊豆急下田駅) ในแหลมอิสุ และยังเป็นรถไฟหรูสำหรับชมวิวที่มีจุดเด่นคือที่นั่ง Premium Green ใหม่ของ JR East อีกด้วย

Saphir Odoriko 2
รูปลักษณ์ภายนอกสีน้ำเงินไพลินสวยสง่าของ SAPHIR ODORIKO (เครดิตภาพ: JR East)

SAPHIR ODORIKO ออกแบบโดยเคน โอคุยามะ (Ken Okuyama) นักออกแบบอุตสาหกรรมชื่อดัง ซึ่งเป็นผู้ออกแบบรถไฟ Train Suite Shiki-shima และรถไฟ Joyful Train หลายขบวนของ JR East ตัวขบวนรถ SAPHIR ODORIKO โดดเด่นด้วยการตกแต่งภายนอกเป็นสีน้ำเงินเข้มที่ได้แรงบันดาลใจจากเฉดสีไพลินของน้ำทะเลและท้องฟ้าของแหลมอิสุ

SAPHIR ODORIKO เป็นรถไฟที่ให้บริการชั้นเลิศเมื่อเทียบกับรถไฟ Limited Express Odoriko อื่นๆ ที่เชื่อมระหว่างโตเกียวและอิสุคิว-ชิโมดะ อีกทั้งยังเป็นตัวเลือกในการเริ่มต้นทริปไปยังแหลมอิสุที่ทั้งสะดวกสบายและหรูหรา คุณพร้อมไหม? มาดูว่ามีอะไรรอเราอยู่บนขบวนรถไฟ SAPHIR ODORIKO กัน!

ตู้รถคันที่ 1: ตู้รถ Premium Green

Saphir Odoriko Car 1
นั่งระดับ Premium Green ของ SAPHIR ODORIKO (เครดิตภาพ: Japanmase)

ตู้รถ Premium Green ที่มีที่นั่งสุดพิเศษนั้นจะอยู่ในตู้รถคันที่ 1 ที่จะอยู่ด้านหน้าสุดของขบวนรถไฟในเที่ยวขาไปแหลมอิสุ (และจะอยู่ท้ายขบวนในเที่ยวขาเข้าโตเกียว) ที่นั่งถูกจัดวางแบบ 1+1 ทำให้แต่ละแถวมีที่นั่งเดี่ยวเพียงสองที่นั่งเท่านั้น รวมที่นั่ง Premium Green ทั้งหมดเพียง 20 ที่บนขบวนรถไฟทั้งขบวน

Saphir Odoriko Car 1 Seats
นั่งตู้รถ Premium Green ของ SAPHIR ODORIKO (เครดิตภาพ: JR East and Japanmase)

ที่นั่งเบาะหนังขนาดใหญ่ที่นุ่มสบายมีความกว้างเป็นพิเศษและให้ความเป็นส่วนตัว อีกทั้งยังอยู่ฝั่งที่จะเห็นวิวทะเลด้วย โดยเบาะนั่งสามารถปรับหันไปทางหน้าต่างเพื่อให้ผู้โดยสารเห็นวิวที่ผ่านไปมานอกหน้าต่างได้ด้วย! นอกจากนี้ หน้าต่างของตู้รถยังมีขนาดกว้างใหญ่และมาพร้อมกับช่องไฟให้เห็นท้องฟ้าข้างบนเพื่อยกระดับประสบการณ์ในการนั่งรถไฟขบวนนี้ด้วย

ตู้รถคันที่ 2–3: ตู้รถห้อง Green แบบส่วนตัว

Saphir Odoriko Car2-3
ตู้รถห้อง Green แบบส่วนตัวสำหรับรองรับผู้โดยสาร 6 คน (เครดิตภาพ: JR East)

สำหรับผู้โดยสารที่ต้องการพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น หรือสำหรับใครที่เดินทางมาเป็นกลุ่มใหญ่ ขอแนะนำตู้รถห้อง Green แบบส่วนตัว (グリーン個室 gurīn koshitsu) ในตู้รถคันที่ 2 และ 3 โดยทั้งขบวนรถของ SAPHIR ODORIKO นี้จะมีห้องสำหรับ 4 คนจำนวน 4 ห้อง และมีห้องสำหรับ 6 คนจำนวน 4 ห้อง ซึ่งเหมาะกับผู้โดยสารที่มากันเป็นครอบครัวหรือช่วงเวลาพิเศษเป็นอย่างยิ่ง

ตู้รถคันที่ 4: ห้องอาหาร

Saphir Odoriko Car 4
ภายในห้องอาหารในตู้รถคันที่ 4 (เครดิตภาพ: Japanmase)

เริ่มหิวกันแล้ว? มาต่อกันที่ตู้รถคันที่ 4 ที่มีห้องอาหารกันเลย ณ ห้องอาหารที่มีครัวแบบเปิด (Open Kitchen) นี้ ผู้โดยสารสามารถอิ่มอร่อยไปกับอาหารมื้อเบาๆ เช่น พาสต้าปรุงใหม่ๆ และแกงกะหรี่รสเลิศได้ ปัจจุบันอาหารที่เสิร์ฟเป็นเมนูที่คัดเลือกเป็นพิเศษโดยเชฟฮอนดะ เท็ตสึยะ (Honda Tetsuya) จากร้านอาหารอิตาเลียน Ristorante HONDA ที่ได้รับดาวมิชลิน 1 ดาวมาแล้วมากถึง 14 ครั้ง

ตู้รถคันที่ 5–8: ตู้รถ Green

Saphir Odoriko Car5-8
ที่นั่งตู้รถ Green ของ SAPHIR ODORIKO (เครดิตภาพ: JR East)

มาดูกันต่อที่ตู้รถคันที่ 5-8 ที่จะมีที่นั่ง Green ที่นั่งสบายและกว้างขวางอยู่ โดยที่นั่งจะถูกจัดวางแบบ 2+1 รวมที่นั่ง Green ทั้งหมด 104 ที่ โดยทุกที่นั่งจะสามารถปรับเอนนอนได้ และมีพนักพิงศีรษะที่ปรับได้ และมีที่วางขาที่พับเก็บได้ด้วย เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการนั่งเป็นอย่างยิ่ง  สล็อตเว็บตรง

สิ่งดีๆ ที่รอเราอยู่บน SAPHIR ODORIKO ยังมีอีกเพียบ!

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความหรูหราสะดวกสบายของ SAPHIR ODORIKO เท่านั้น มารู้จักรถไฟขบวนหรูนี้เพิ่มเติม พร้อมสถานที่เที่ยวเด็ดๆ ตามเส้นทางรถไฟขบวนนี้กันเพิ่มเติม พร้อมวิธีขึ้นรถไฟขบวนนี้ในราคาที่เอื้อมถึงได้ ในบทความโดยคุณ Carissa Loh “รถไฟท่องเที่ยวสุดหรูแห่งแหลมอิสุจาก JR East: SAPHIR ODORIKO” จากเว็บ JR TIMES by JR-EAST หรือคลิกที่ภาพด้านล่างแล้วไปสนุกกันต่อได้เลย

 

Saphir Odoriko Banner

PlayStation 5เตรียมวางจำหน่าย

SONY เปิดตัวโลโก้ “PlayStation 5” เตรียมวางจำหน่ายปลายปี 2020

PlayStation 5เตรียมวางจำหน่าย

PlayStation 5เตรียมวางจำหน่าย

บริษัท SONY (โซนี่) เปิดตัวโลโก้ “PlayStation 5” (PS5) ในงาน “International CES 2020” ที่จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 7-10 มกราคม ที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา โดยเครื่องเล่นเกมคอนโซลรุ่นใหม่นี้มีกำหนดวางจำหน่ายในช่วงปลายปี 2020

 

SONY เคยประกาศชื่อเครื่องเล่นเกมคอนโซลรุ่นใหม่ “PlayStation 5” ไปแล้วเมื่อเดือนตุลาคม 2019 และในงานแถลงข่าวครั้งนี้ก็ได้เปิดเผยโลโก้อย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งเผยสเปกเครื่องเล่นเกมคอนโซลให้คอเกมได้ฮือฮา

 

สำหรับจุดเด่นของเครื่องเล่นเกม PS5 มีดังนี้ สามารถเล่นและแสดงผลภาพแบบ ULTRA HD Blu-ray มีฟังก์ชั่นเสียง 3D audio, เปลี่ยนระบบสั่นสะเทือนจอยคอนโทรลเลอร์เป็นแบบ Haptic นำฟีเจอร์ Adaptive Trigger มาใช้เพื่อให้ผู้เล่นสัมผัสได้ถึงแรงต้านจากปุ่มจอยคอนโทรลเลอร์ มีหน่วยความจำ SSD ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ตัวฮาร์ดแวร์รองรับเทคโนโลยี Ray-Tracing นอกจากนี้ PS5 ยังรองรับเกมที่ใช้ภาพความละเอียด 8K และรองรับระบบ PlayStation VR อีกด้วย  UFABET เว็บตรง

อายุเป็นเพียงตัวเลขยายชาวญี่ปุ่นวัย 90 ปีคว้ารางวัล

อายุเป็นเพียงตัวเลข! คุณยายชาวญี่ปุ่นวัย 90 ปี คว้ารางวัลกินเนสส์บุ๊คทำสถิติ “Youtuber ที่มีอายุมากที่สุดในโลก”

อายุเป็นเพียงตัวเลขยายชาวญี่ปุ่นวัย 90 ปีคว้ารางวัล

อายุเป็นเพียงตัวเลขยายชาวญี่ปุ่นวัย 90 ปีคว้ารางวัล

อายุเป็นเพียงตัวเลขยายชาวญี่ปุ่นวัย 90 ปีคว้ารางวัล

คุณยายโมริ ฮามาโกะ นักเเคสเกมวัย 90 ปี เจ้าของช่อง Gamer Grandma ได้รับการบันทึกลงใน Guinness World Record ว่าเป็น “Youtuber ที่มีอายุมากที่สุดในโลก” โดยช่องของคุณยายเผยแพร่คลิปวีดีโอการเล่นเกมแนวแอคชั่น ปัจจุบันมีผู้ติดตามกว่า 2 แสนคนเลยทีเดียว และยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในบทความนี้จะพาเพื่อน ๆ ไปรู้จักตัวตนของคุณยายโมริให้มากขึ้นกันค่ะ

90歳の婆さん「2019年に遊んだゲームのベスト3はこれです!」#GamerGrandma #森浜子 #ギネス世界記録https://t.co/Uquq1PNyEc

— 流し読み (@nagasiyominews) May 14, 2020

 

ก่อนจะมาเป็นยูทูปเบอร์ที่อายุมากที่สุด

คุณยายเริ่มเล่นเกมครั้งแรกเมื่อ 39 ปีที่แล้ว เพราะเห็นลูก ๆ เล่นกันอย่างสนุกสนาน จึงเกิดความสนใจขึ้นมา โดยคิดว่าของสนุก ๆ แบบนี้ถ้ามีแต่เด็ก ๆ ที่เป็นคนเล่นคงน่าเสียดาย ตัวคุณยายจึงเริ่มทำความรู้จักกับเกม และแอบเล่นโดยไม่ให้ใครเห็น

คุณยายเริ่มจับจอยครั้งแรกในเกม Cassette Vision (วางขายในปี 1981) คุณยายเล่าว่า แม้จะผ่านมานาน ก็ยังคงรักษาเครื่องเกมนี้ไว้อย่างดี ราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า ปัจจุบันคุณยายมักจะเล่นเกมจากเครื่อง PlayStation 4 โดยเกมแนวแอคชั่นเป็นแนวเกมที่คุณยายสนใจเป็นพิเศษ ซึ่งคุณยายให้เหตุผลว่า “เพราะมันเล่นยาก ก็เลยไม่ได้เล่นสักที แต่เกมแอคชั่นนั้นสวยงามจริง ๆ การเคลื่อนไหวก็ยอดเยี่ยม แถมใช้คาแรคเตอร์ที่เป็นดารานักแสดงเข้ามาด้วย ทำเอาติดงอมแงมเลย ตอนนี้ก็เลยเล่นแต่แนวแอคชั่น”  คุณยายชื่นชอบเกม Grand Theft Auto V เป็นพิเศษ เพราะขณะที่เล่นรู้สึกดี เหมือนได้ดูภาพยนตร์ต่างชาติ

จุดเริ่มต้นของการทำยูทูป

คุณยายเล่าว่า อยากให้หลายคนได้เห็นและสัมผัสถึงความสนุกของเกม ถ้าหากว่าตนเล่นเกมที่สนุก ๆ แบบนี้อยู่คนเดียวคงจะน่าเสียดายแย่ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว คุณยายโมริจึงได้เริ่มต้นทำช่องยูทูปขึ้นมา

คุณยายทิ้งท้ายว่า “ตลอดเวลา 39 ปีที่เล่นเกมมา แม้ว่าตนเองจะอายุ 90 ปีแล้ว แต่พอได้เล่นก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่า เหมือนได้กลับไปในวัยหนุ่มสาวอีกครั้ง ดีใจที่ได้เล่นเกมและมีชีวิตมาจนถึงตอนนี้ และรู้สึกว่าชีวิตมันสนุกจริง ๆ เป็นสีของกุหลาบเลยละ”

 

สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

เพื่อน ๆ คนไหนที่ชื่นชอบหรือสนใจการดูแคสเกม แวะไปชมคลิปวีดีโอในช่อง Gamer Grandma กันได้ และอย่าลืมกดติดตามเป็นกำลังใจด้วยนะคะ ด้านล่างนี้เป็นคลิปที่คุณยายเล่าเรื่องราวและความรู้สึกหลังได้รับการบันทึกสถิติโลก ตามเข้าไปดูกันได้เลย (กด CC ดูซับอังกฤษได้ค่ะ)

เซเว่นฯเตรียมขยายวันหมดอายุข้าวปั้น2 เท่าคงความสดใหม่

เซเว่นฯ เตรียมขยายวันหมดอายุ “ข้าวปั้น” เป็น 2 เท่า เพื่อ “ลดอัตราการกำจัดลง 50%” คงความสดใหม่ ไร้สารกันบูด

เซเว่นฯเตรียมขยายวันหมดอายุข้าวปั้น2 เท่าคงความสดใหม่

เซเว่นฯเตรียมขยายวันหมดอายุข้าวปั้น2 เท่าคงความสดใหม่

เซเว่นฯเตรียมขยายวันหมดอายุข้าวปั้น2 เท่าคงความสดใหม่

นายฟุมิฮิโกะ นางามัตซึ ประธาน 7-Eleven Japan ประกาศนโยบายขยายวันหมดอายุของ “ข้าวปั้น” เป็นสองเท่า ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาที่วางขายบนชั้นสินค้า จากที่ปัจจุบันอยู่ที่ 18 ชั่วโมง เพิ่มขึ้นเป็นประมาณหนึ่งวันครึ่งถึงสองวัน เพื่อการลดการอัตราสูญเสียผลิตภัณฑ์อาหาร โดยตั้งแต่เดือนมีนาคม 2564 เป็นต้นไปจะค่อยๆ นำเอาผลิตภัณฑ์อาหารที่มีวันหมดอายุยาวนานขึ้นเข้ามาแทนที่

“ข้าวปั้น” นั้นนับเป็นสินค้าอาจเรียกได้ว่าเป็น “หน้าตา” ของร้านสะดวกซื้อ ดังนั้น เพื่อรักษาคุณภาพโดยไม่ใช้วัตถุกันเสีย เซเว่นฯ จึงกำหนดระยะเวลาขายบนชั้นวางสินค้าไว้อยู่ที่ประมาณ 18 ชั่วโมง โดยเฉลี่ยแล้วร้านค้าหนึ่งๆ จะขายข้าวปั้นได้วันละประมาณ 200 ชิ้น หากจำนวนลูกค้าลดลงเนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ก็จะขายสินค้าได้น้อยลง และสินค้าที่ค้างนานจนหมดอายุก็จะถูกกำจัดทิ้ง ซึ่งนายนางามัตซึกล่าวว่า การขยายวันหมดอายุของข้าวปั้นเป็น 2 เท่านั้น จะช่วย “ลดอัตราการกำจัดสินค้าลงได้ 50%”

นายฟุมิฮิโกะ นางามัตซึ ประธาน 7-Eleven Japan

“เรากำลังพิจารณาถึงวิธีการรักษาความสดใหม่ โดยใส่ไนโตรเจนในถุงบรรจุภัณฑ์โดยไม่ต้องใช้วัตถุกันเสีย ข้าวห่อสาหร่ายจำพวก “เทะมะกิ” นั้นวิธีการบรรจุหีบห่อก็จะแตกต่างกันไปตามชนิดของมัน ผลิตภัณฑ์แต่ละตัวกำลังอยู่ในระหว่างการทดสอบ เพื่อดูว่าสามารถรักษาความสดได้หรือไม่” นายนางามัตซึ ย้ำว่า “เราต้องการเริ่มต้นด้วยผลิตภัณฑ์ที่สามารถรักษาความอร่อยได้”

เซเว่นฯ ตั้งเป้าหมายว่าจะเพิ่มอัตราส่วนของอาหารที่มีวันหมดอายุเป็นหนึ่งวันขึ้นไปในร้านค้าให้ถึง 85% และให้ได้ถึง 90% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 โดยการขยายวันหมดอายุของข้าวปั้นอาจเพิ่มอัตราส่วนดังกล่าวให้ได้เข้าใกล้ 100% “การลดขยะอาหาร ถือเป็นความรับผิดชอบของบริษัท” นายนางามัตซึกล่าว

อ่านถึงตรงนี้แล้ว คราวหน้าเวลาเข้าเซเว่นฯ ลองดูวันหมดอายุที่ฉลากกันหน่อยไหมครับ?

 

อย่างไรก็ดี มีเสียงจากผู้บริโภคที่มีปฏิกิริยาต่อข่าวนี้ดังนี้

  • ห๊า นี่มันอะไรกัน? น่ากัวอ่ะ
  • ไม่มีสารกันบูด⁉︎ ไม่น่าเชื่อ
  • ฉันคิดว่าการลดราคาชั่วครั้งชั่วคราวจะทำให้สูญเสียน้อยกว่าการเพิ่มวันหมดอายุเป็นสองเท่านะ ส่วนตัวแล้วขอเลือกหยิบเอาอันที่อยู่ในๆ (คิดว่าหลายคนก็ทำแบบนั้น)
  • ถ้าเซเว่นฯ มี 21,000 ร้าน ลดการกำจัดลงได้ 50% คิดเป็นกี่ตัน? ในฐานะที่เป็นชาวนามันน่าดีใจจริงๆ กินเข้าไปเถอะ อย่าทิ้ง
  • คงความสดใหม่ด้วยไนโตรเจน? ถึงไม่มีสารกันบูดก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีสารเติมแต่งนะ
  • ข้าวปั้นอายุผ่านหนึ่งวันมันไม่อร่อยเท่าตอนมาใหม่ๆ หรอก
  • ไนโตรเจนเป็นแบบปิดแน่นหรือ? ดูเหมือนว่าปริมาณสารเติมแต่งต่างๆ จะเพิ่มไปอีกนะ
  • คิดแบบคนปกติเถอะ คนเรานี่ชักจะประหลาดขึ้นทุกวัน
  • ข้าวปั้นที่อยู่ได้นานเกินไปอาจขายไม่ดีเพราะมันน่ากลัวก็ได้นะ
  • ฉันไม่ต้องการเสียเงินเพิ่มไปกับต้นทุนการเติมไนโตรเจน มองแวบแรกก็ดูดี แต่ฉันคิดว่าการลดราคาน่าจะเสียค่าใช้จ่ายน้อยลงและลดของเสียได้มากกว่า
  • ต่อให้ยืดวันหมดอายุ แต่คนเราก็ชอบหยิบแต่ของด้านในๆ อยู่ดี ถ้าอย่างนี้จะลดการกำจัดทิ้งแค่ 20% คงยังไม่ได้หรอก ฉะนั้นควรลบวันหมดอายุออก  (ซึ่งเป็นไปไม่ได้)

อ่านถึงตรงนี้แล้ว เวลาเข้าเซเว่นฯ มีใครชอบหยิบแต่ของอันที่อยู่ด้านในๆ บ้างครับ?

สล็อตเว็บตรง